SMEs ไทยได้อะไรในการเข้าสู่ AEC
20 ธ.ค. 2560

การจะหากลยุทธ์ขยายตลาดสู่ประเทศต่างๆของ AEC นั้น อันดับแรกก็ต้องหาข้อมูลกันก่อน รู้เขารู้เรา รบร้อย ครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทราบก่อนก็คือ มี ผลกระทบอะไรบ้างทั้งเชิงบวกและเชิงลบ จากนั้นจึงค่อยใช้ผล เชิงบวกหาช่องทางทํากําไรให้มากขึ้น และใช้ผลเชิงลบเพื่อหา แนวทางยับยั้งป้องกันและเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสต่อไป

ผลเชิงบวกข้อแรก ภาษีที่ลดลงเพิ่มโอกาสที่ขยาย ออกในด้านการลงทุน AEC เป็นการเปิดช่องทางและโอกาส ใหม่ๆสําหรับสินค้าที่จะสามารถส่งออกไปยังประเทศในกลุ่ม เพราะในช่วงแรกนั้นเป็นการรวมกลุ่มกันของ 10 ประเทศ มี ประชากรราว 590 ล้านคน และในอนาคตยังจะมี ASEAN +3 และ ASEAN +6 ตามมาอีก ผลจากการลดภาษีนี้จะทําให้สินค้า บางประเภทที่ไม่เคยได้ส่งออกไปเลยเพราะภาษีสูงมาก ก็จะมี โอกาสได้ลองส่งออกไปทดสอบตลาดกันและยังมีการยกเลิก มาตรการจํากัดปริมาณสินค้าอีกด้วย ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยมี

สัดส่วนการส่งออกเพิ่มจากร้อยละ 18.2 (ปี 2541) เป็นร้อยละ 21.3 (ปี 2552) ในขณะที่สัดส่วนการนําเข้าก็เพิ่มขึ้นด้วยจาก ร้อยละ 15.1 (ปี 2541) เป็นร้อยละ 18.5 (ปี 2552) ผลเชิงบวกข้อที่สอง คือต้นทุนการผลิตที่ลดลง

ต้นทุนที่ว่านี้ก็คือวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลางที่ใช้ในการผลิตที่ สามารถนําเข้าจากประเทศที่มีทรัพยากรเหล่านี้จํานวนมากและ ราคาไม่สูงประกอบกับมาตรการการลดภาษีทําให้ต้นทุน ดังกล่าวมีมูลค่าลดลง ผลจากมูลค่าต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงนี้ จะไปมีผลกระตุ้นให้ปริมาณการผลิตมีจํานวนมากขึ้นตอบสนอง ความต้องการในสินค้าแต่ละชนิดมากขึ้น ยอดขายที่มากขึ้น ตามมาด้วยผลกําไรที่มากขึ้น หรืออาจมีการกระตุ้นการขาย ด้วยโปรโมชั่นลดราคาลง ทุกอย่างที่ตามมาจากต้นทุนการผลิต ที่ลดลงนั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น การแข่งขันที่สูงขึ้นจะขยับให้ระดับมาตรฐานสูงตาม และทําให้ราคาลดลง ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางผู้ผลิตแต่ละที่นั้นจะมีการผลิตสินค้าได้ คุณภาพเพียงใดแล้ว โดยมีผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินนั้นเอง

ผลเชิงบวกข้อที่สาม คือกําลังการซื้อที่มากขึ้น ผลจากการลดภาษีนําเข้าและส่งออกประกอบกับราคาต้นทุนวัสดุ ตั้งต้นการผลิตที่ต่ำลง การแข่งขันทางด้านการผลิตจะเพิ่มขึ้น อาจมีผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้นทําให้ราคาสินค้าและบริการต่ำลง ผู้บริโภคก็มีทางเลือกในสินค้าและบริการมากขึ้นแม้ว่ากําลังซื้อจะเท่าเดิมแต่เมื่อราคาสินค้าบริการลดลงก็ทําให้การตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกสินค้าและบริการนั้นก็เพิ่มขึ้น การใช้ จ่ายเงินมีปริมาณโดยรวมสูงขึ้นก็ย่อมเป็นผลดีกับระบบ เศรษฐกิจโดยรวมมากขึ้นเช่นกัน ผู้บริโภคจะเริ่มหันมาสนใจ สินค้าและบริการที่มีในกลุ่มประเทศ AEC เนื่องจากรับรู้ได้เอง แล้วว่าคุ้มค่า คุ้มราคากว่า

ผลเชิงบวกข้อที่สี่ คือผู้ประกอบการสามารถเข้าไป ก่อตั้งกิจการ ทั้งในด้านการผลิตสินค้าหรือการบริการได้มาก ขึ้นสําหรับประเทศไทยนั้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการทอ่งเที่ยว อาหาร ที่พัก หรือ บริการสปานวดแผนไทย อาจเป็นบริการด้านอื่น อย่างด้านการก่อสร้าง การออกแบบการบันเทิง เป็นจุดเด่นที่ ได้เปรียบอย่างยิ่งในการขยายฐานธุรกิจเข้าสู่ประเทศต่างๆ แล้ว ดึงรายได้เข้าประเทศ เพราะธุรกิจดังกล่าวนั้นเป็นธุรกิจ SMEs ของไทยที่มีมาตรฐานสูงเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว ภาวะการตก งานของไทยจะได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วหากสามารถ ขยายกิจการดังกล่าวไปตามประเทศต่างๆ

ผลเชิงบวกข้อที่ห้า คือเป็นจุดที่สามารถระดมการ ลงทุนจากต่างชาติได้โดยง่าย เมื่อธุรกิจ SMEs ไทยขยายตัวสู่ ประเทศในกลุ่ม AEC แล้วมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าความมี มาตรฐานของธุรกิจนั้นจะทําให้ปริมาณการใช้สินค้าและบริการ จะเพิ่มสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ทําให้เป็นจุดที่นักลงทุนต่างชาติ จะเริ่มมองเห็นว่ามีความคุ้มค่าเนื่องจากจุดเด่นของธุรกิจ SMEs นั้นคือ ต้นทุนต่ำ จุดคุ้มทุนก็ต่ำ การลงทุนจึงมีความ เสี่ยงน้อยเชื่อว่าจะดึงดูดนักลงทุนให้ลงทุนในธุรกิจ SMEs มาก ขึ้นจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปในที่สุดนํามาซึ่งความมั่นคง ของธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันเราอาจมองภาพไม่ออกว่าธุรกิจเหล่านี้ จะเติบโตขึ้นได้อย่างไร แต่ในอนาคตเมื่อมันเกิดขึ้นจริงคุณก็คง ต้องอุทานว่า “เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร?” 

ผลเชิงบวกดังกล่าวเป็นภาพรวมที่จะเกิดขึ้นเมื่อมี การเปิดตลาดการค้าเสรี เมื่อลองวิเคราะห์ให้ลึกลงไปเราก็ควร ต้องรู้จักจุดเด่นจุดด้อยของคู่แข่งของเราไว้ด้วยก่อนการขยาย ธุรกิจ SMEs ของเราเข้าสู่สายตานานาประเทศ

 

การเปิดตลาดการค้าเสรีจะทําให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น ผลดีก็คือ SMEs จะขยับให้ระดับมาตรฐานสูงตาม”  

 

ประเทศสิงคโปร์ มีจุดเด่นที่เป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงที่สุดของอาเซียน ระบบการเมืองของสิงคโปร์มีเสถียรภาพสูงมาก นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ระหว่างประเทศ แรงงานภายในประเทศก็มีทักษะความชำนาญงานสูง มีระบบการจัดการทรัพยากรบุคคลและธุรกิจที่เข้มแข็ง ทําเลที่ตั้งเหมาะกับการเป็นศูนย์กลางเดินเรือ แต่มีจุดด้อยอยู่ ตรงที่เป็นประเทศขนาดเล็กทรัพยากรธรรมชาติน้อยจึงต้องนําเข้าวัตถุดิบจากนอกประเทศ นอกจากนั้นก็ยังขาดแคลนแรงงานระดับล่างจุดนี้เราสามารถใช้ธุรกิจ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นที่ต้องการของสิงคโปร์จัดส่งไปได้ รวมไปถึงสามารถส่งแรงงานระดับล่างที่มีฝีมือเข้าร่วมด้วยก็ได้ ประเทศอินโดนีเซีย มีจุดเด่นที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรมาก เป็นอันดับ 4 ของโลก และอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย หลากหลายชนิด โดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะชนิดต่างๆ ระบบธนาคารที่แข็งแกร่ง จุดอ่อนก็คือพื้นที่ส่วนมากเป็นหมู่เกาะกระจายกันอยู่ ระบบสาธารณูปโภคยังไม่พัฒนา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการคมนาคม และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ SMEs ไทยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแล้วการลงทุนในด้านนี้น่าสนใจดีทีเดียว รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับการ บริการด้านการคมนาคมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ประเทศมาเลเซีย มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ใน อันดับ 3 ของอาเซียน มีปริมาณน้ำมันสํารองมากเป็นอันดับ 3 และก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก มีระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรมีแรงงานที่มีทักษะ แต่ก็มีจุดอ่อน อยู่ตรงที่มีจํานวนประชากรค่อนข้างน้อย ทําให้ขาดแคลนแรงงานระดับล่าง ประเทศมาเลเซียตั้งเป้าให้เป็นประเทศพัฒนา แล้วภายในปี 2563 ให้ความสนใจในด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยี ขั้นสูง เป็นจุดที่ SMEs ไทยที่เกี่ยวกับการผลิตด้วยการใช้ เทคโนโลยีย่อมเป็นที่สนใจของมาเลเซีย รวมไปถงึการส่งแรงงาน ระดับล่างที่มีฝีมือเข้าไปก็ยังเป็นที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ประเทศบรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีระบบการเมืองที่ค่อนข้างมั่นคง เป็นผู้ส่งออกน้ำมันและปริมาณสํารองน้ำมันเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน แต่ว่าเป็นประเทศขนาดเล็กมีประชากรเพียง 4 แสนคน ซ้ำยังขาด แคลนแรงงาน ประเทศบรูไนเป็นประเทศที่ให้ความสําคัญกับเรื่อง อาหารมาก ก็เข้าทาง SMEs ไทยที่เกี่ยวข้องกับอาหารซึ่งเป็นธุรกิจที่เข้มแข็งของไทยมานานแล้วเช่นกันดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยในการขนานธุรกิจด้านอาหารในประเทศบรูไน

ประเทศฟิลิปปินส์ มีประชากรมากว่า 100 ล้านคน เป็นประเทศที่มีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษดี แรงงานของประเทศก็สามารถสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่ทําเลที่ตั้งนั้นห่างไกลจากกลุ่มประเทศ AEC ระบบโครงสร้างพื้นฐานและ สวัสดิภาพทางสังคมยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ธุรกิจ SMEs ไทย ที่จะสามารถตอบสนองต่อประเทศที่มีประชากรมากก็ต้องเป็นธุรกิจประเภทปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยา รักษาโรค น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคของฟิลิปปินส์

ประเทศเวียดนาม มีประชากรมากเป็นอันดับ 14 ของโลก มีปริมาณน้ำมันสํารองมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก มีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร ระบบ การเมืองมีเสถียรภาพ ค่าจ้างแรงงานต่ำรองจากกัมพูชา จุดอ่อนก็คือระบบสาธารณูปโภคยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรต้นทุน ทางด้านที่ดินและสํานักงานค่อนข้างสูง แต่ประชากรนั้นมีความต้องการในสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นจุดที่ธุรกิจ SMEs ไทยในเรื่องการท่องเที่ยวการบริการด้านต่างๆ รวมไปถึงธุรกิจทางด้านปัจจัย 4 น่าเข้าไปลงทุนถึงแม้ว่าราคาที่ดินหรือค่าเช่าสํานักงานจะค่อนข้างแพงแต่เมื่อเทียบกับความต้องการการใช้สินค้าและบริการของคนในประเทศแล้วคุ้มค่าทีเดียว

ประเทศกัมพูชา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำป่าไม้ และแร่ชนิดต่างๆ ซ้ำยังมีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนคือ ราวๆ 1.6 ดอลล่าสหรัฐต่อวัน หรือราวๆ 50 บาทต่อวันเท่านั้น จุดอ่อนก็คือระบบสาธารณูปโภคยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรต้นทุนทางด้านน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารค่อนข้างสูงขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ แม้ว่าจะมีประเด็นความขัดแย้งกับไทยอยู่ แต่ในเรื่องการทําธุรกิจแล้วเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย SMEs ไทยยังมีโอกาสที่จะขยายไปยังกัมพูชาได้ไม่ว่าจะในเรื่อง การผลิต หรือธุรกิจเกี่ยวกับการบริการก็ตาม

ประเทศลาวมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เช่นกัน การเมืองมีเสถียรภาพสูงค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ คือประมาณ 2.06 ดอลล่าสหรัฐต่อวัน หรือราวๆ 70 บาทต่อ วัน แต่มีจุดอ่อนอยู่ที่ระบบสาธารณูปโภคยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร พื้นที่ส่วนมากเป็นที่ราบภูเขา และภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก การลงทุนของ SMEs ไทยก็ควรเกี่ยวข้องกับกลุ่ม โครงสร้างพื้นฐานอย่างเช่น กลุ่มพลังงาน หรือเหมืองแร่ เป็น ต้น  

ประเทศพม่า มีทรัพยากรธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติจํานวนมาก ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำคือประมาณ 2.5 ดอลล่าสหรัฐต่อวัน หรือราวๆ 90 บาทต่อวัน จุดอ่อนคือมีระบบสาธารณูปโภคที่ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร แต่จุดที่น่าสนใจคือประเทศพม่านั้นกําลังพัฒนาระบบคมนาคมทั้งถนน และรถไฟความเร็วสูง รวมไปถึงท่าเรือด้วย ธุรกิจSMEs ไทยที่น่าสนใจก็น่าเป็นกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งหากในอนาคตระบบคมนาคมของพม่าสะดวกสบายก็จะยิ่งทําให้การท่องเที่ยวยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ประเทศไทยมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ทําเลที่ตั้งเหมาะกับการเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ระบบสาธารณูปโภคทั่วถึงระบบธนาคารค่อนข้างเข้มแข็งมีแรงงานจํานวนมาก แต่จุดอ่อนคือ แรงงานยังขาดทักษะ เทคโนโลยีการผลิตยังเป็นเทคโนโลยีขั้นกลาง มีธุรกิจ SMEs หลากหลายประเภทและมีจํานวนมาก ทําให้มาตรฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นจุดที่เหมาะสมในการเริ่มขยายตัวของธุรกิจ SMEs ไปยังส่วนต่างๆ ให้มากขึ้นได้ถึงแม้ว่าทุกการลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงแต่การหาข้อมูลต่างๆ ไว้อย่างพอเพียงก็จะทําให้ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงได้ ข้อมูลพื้นฐานของแต่ละประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลามันก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความสนใจ เป็นเจ้าของธุรกิจพยายามติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่สม่ำเสมอ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการจะลงทุนต่อไปในอนาคต