SMEs กับการเริ่มต้นธุรกิจการส่งออก
20 ธ.ค. 2560

เมื่อมีการดําเนินธุรกิจมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผู้ประกอบการต่างก็มีความต้องการที่จะเพิ่มยอดขาย โดยวิธีการหนึ่งก็คือการส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่มีความต้องการสินค้าของตน เทคนิคต่างๆ ที่จะนํามาใช้เพื่อการเริ่มต้นธุรกิจการส่งออกจึงต้องมีการนําออกมาใช้กันอย่างเป็นรูปธรรมไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ลูกค้า ค่าระวางสินค้า การจัดส่งสินค้า ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นหรือรวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1.การวิเคราะห์ลูกค้าต่างประเทศในเชิงลึก จะทําให้คุณประมาณการได้ว่าประเทศใดมีความต้องการสินค้าของคุณ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ให้ประโยชน์เยอะมากถ้าคุณเข้าไปหาข้อมูลกันอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลแรกที่ได้มาก็คือไทยสามารถ ส่งออกเนื้อหมูไปยังรัสเซียได้แล้วหลังจากคณะกรมสัตวแพทย์ และสุขอนามัยของรัสเซียได้เข้ามาตรวจสอบประเมินโรงงานสินค้าการประมงและปศุสัตว์ทําให้รัสเซียอนุญาตให้นําเข้าสินค้าเนื้อสุกรจากไทยเป็นครั้งแรก ข้อมูลที่สองก็คือเกาหลีใต้ยอมรับไก่สดแช่แข็งจากไทย เหตุการณ์ต่อเนื่องจากการที่รัฐบาล เกาหลีใต้ห้ามนําเข้าไก่มีชีวิตและไก่แช่แข็งจากสหรัฐอเมริกา เพราะสาเหตุจากไข้หวัดนก ทําให้ช่องทางการส่งออกเนื้อไก่จากไทยเข้าไปยังเกาหลีใต้ถูกเปิดออก ซึ่งเดิมนั้นเกาหลีใต้ก็มีการ นําเข้าไก่จากประเทศบราซิล แต่การส่งสินค้าต้องใช้เวลานานร่วมเดือนกว่าทําให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงทางรัฐบาลเกาหลีใต้จึงเห็นชอบที่จะนําเข้าไก่แช่แข็งจากไทย ดังนั้นผู้ประกอบการ ทางด้านนี้ก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสดีๆ เหล่านี้เพราะคาดการณ์ว่าหลังกลางปี 2558 เป็นต้นไปจะมีแนวปฏิบัติเรื่องการส่งออกไก่สดแช่แข็งที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ชาวอินเดียมีความต้องการเครื่องปรับอากาศมาก ขึ้นเนื่องจากมีประชากรเพิ่มมากขึ้นและเป็นประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่แถบทะเลทราย ประเทศแคนาดามีความต้องการเส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวหอมมะลิจากไทยโดยตรง ประเทศญี่ปุ่นมีความสนใจในเรื่อง สินค้าเสื้อผ้าแนว High Commodity หรือการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีการออกแบบตกแต่งเพิ่มเติมซึ่งเป็นแนวที่ถนัดของ ดีไซน์เนอร์ของไทย และรวมไปถึงอเมริกาต้องการอัญมณีที่บอกเล่าเรื่องราวของวิถีชีวิตคนไทย เพราะชื่นชอบในความประณีตของงานฝีมือ เป็นต้น

2.ข้อมูลเกี่ยวกับค่าระวางสินค้า การขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ได้รับการยอมรับในเรื่องความเป็นมาตรฐานการส่งออก แต่จํานวนของผู้ประกอบการการขนส่งมีจํานวนยังไม่มากเพียงพอกับปริมาณการขนส่ง โดยผู้ให้บริการการเดินเรือ (Carrier) รวมตัวกันแล้วมีการกําหนดราคาที่เกือบผูกขาดโดย มีสายการเดินเรือสําคัญๆคือ FEFC ( Far Eastern Freight Conference) เส้นทางเดินเรือสายยุโรปเอเชียเน้นไปทางทะเลเมดิเตอร์เรเรียนและทางรัสเซียตะวันออก Asia / West Coast South America ไปตามเส้นทางตะวันตกของเอเชียถึงอเมริกา ใต้ IRA( Informal Rate Agreement ) ครอบคลุมจากเอเชีย ไกลไปถึงเอเชียตะวันออกกลาง เกาหลี จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย Trans Pacific บริเวณริมมหาสมุทรแปซิฟิก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกาฝั่งตะวันตก สําหรับการคิดค่าระวางสินค้านั้นมีตู้คอนเทนเนอร์ 2 แบบคือ 20 ฟุ ตกับ 40 ฟุ ต บริษัทเรือจะเตรียมตู้ไว้ให้แต่ต้อง จองไว้ก่อนด้วยเอกสาร Shipping Particular หรือ ใบ Booking ซึ่งรายละเอียดจะต้องสอดคล้องกันกับ L/C (Letter of Credit) เอกสารที่ใช้ในการรับสินค้าคือ B/L (Bill of Lading) หรือใบตราส่ง ซึ่งเป็นเอกสารสําคัญในการเรียกเก็บเงินจากธนาคาร( Bank Negotiated Process ) ในการซื้อขาย นั้นต้องมีสัญญาระบุว่าจะให้ใครเป็นผู้จ่ายค่าระวางสินค้า( Freight Charge ) หากผู้ซื้อเป็นฝ่ายชำระเมื่อสินค้าถึงปลายทางเรียกว่า Freight Correct แต่หากผู้ขายสินค้าเป็นผู้ชำระเรียกว่า Freight Prepaid สําหรับค่าระวางสินค้านั้น จะมีรูปแบบของการ คํานวณที่แตกต่างกัน แบบแรก Weight ton คํานวณจาก น้ำหนักสินค้าที่บรรทุก ราคาก็ขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า แบบที่สอง Measurement คํานวณจากปริมาตรของเรือที่เป็นลูกบาศก์เมตร มักใช้กับสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผ้าฝ้ายหาก weight ton สูงกว่าก็จะคิดจากค่าระวางน้ำหนัก แบบที่สาม V(Ad Valorem Goods) คํานวณจากลักษณะสินค้าหากต้องการดูแลเป็นพิเศษก็จะคิดค่าระวางเพิ่มตามมูลค่าสินค้า และแบบที่สี่ เป็นค่าระวางพิเศษเป็นค่าใช้จ่ายที่คิดเพิ่มจากค่าระวางพื้นฐาน ประกอบไปด้วยค่าระวาง(Surcharge) เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เรียกเก็บในกรณีต่างๆ เช่น ภัยสงคราม หรือช่วง peak season, Terminal Handling Charge(THC) เป็ นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขนถ่ายสินค้าทั้งต้นทางและปลายทาง คือการใช้เครนที่เรียกว่า Top หรือ ค่าภาระรวมไปถึงค่าลากตู้สินค้า, Bunker Adjustment Factor(BAF) เป็ นค่าชดเชยภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะวิกฤตน้ำมัน ค่า BAF นี่ ก็จะปรับขึ้นลงไปตามสถานการณ์น้ำมันหรือรวมไปถึงระดับของ Demand-Supply อีกด้วย, Currency Adjustment Factor (CAF) เป็นค่าปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งปกติแล้วค่าระวางเรือจะเก็บเป็นเงินสกุลดอลล่าสหรัฐ หารอัตราแลกเปลี่ยนมีการปรับตัวจะมีการเรียกเก็บค่า CAF, Congestion Surcharge เป็นค่าใช้จ่ายเนื่องจากความแออัดในท่าเรือ ในบางท่าเรือที่มีการจัดการไม่ดีอาจทําให้เกิด ความล่าช้าต่อการขนส่งสินค้าก็จะเรียกเก็บค่า CAF เพิ่ม, Bill of Lading Charge (B/L Charge) เป็นค่าออกใบตราส่ง ซึ่งก็คือค่าธรรมเนียมในการจัดพิมพ์ใบ Bill of Lading และ Advance Manifest Security Charge(AMSC) เป็นค่าใช้จ่าย ในการที่บริษัทเรือต้องนําเข้าข้อมูล 24 ชั่วโมงก่อนการขนถ่าย สินค้าที่เรียกกันว่า 24 hour rules ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อการก่อการ ร้ายหรือ C-TPAT ( Customs Trade Partnerships Against Terrorism ) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ ค่าContainer Freight Station(CFS) เป็นค่านําตู้สินค้าลงจากเรือนําสินค้าออกจากตู้สิ่งมอบสินค้า และค่า Container Yard (CY) เป็นค่านําตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือและส่งมอบให้แก่ผู้นําเข้าราคาโดยประมาณ ก็จะอยู่ที่ราว 5000 บาทสําหรับตู้ 20 ฟุต และ 10,000 บาท สําหรับตู้ 40 ฟุต เฉพาะค่า CFS และ CY ส่วนค่าอื่นๆก็ขึ้นอยู่ กับว่าแต่ละบริษัทเดินเรือจะเรียกเก็บอย่างไรเพราะเหมือนที่ กล่าวไว้คือบริษัทเดินเรือมีลักษณะการบริการแบบกึ่งผูกขาด ราคาต่างๆจึงถูกกําหนดและเปลี่ยนแปลงโดยผู้ให้บริการ สําหรับค่าระวางสินค้าทางอากาศนั้นจะคิดเป็น กิโลกรัม โดยใช้อัตราค่าระวาง X น้ำหนักสินค้า ค่าระวางสินค้า  มี 2 ลักษณะคือ คิดจากน้ำหนักรวมที่ชั่งได้ (Gross Weight) จะมีหน่วยเป็นกิโลกรัม และการคิดจากน้ำหนักปริมาตร (Volume Weight) ซึ่งจะคิดจากขนาดของบรรจุภัณฑ์ โดยนํา ขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นลูกบาศก์เซนติเมตร ÷ 6000  (ค่ามาตรฐานการขนส่งทางอากาศ) แล้วเทียบกับค่า Gross weight ค่าใดมากกว่าก็นําไปคิดค่าขนส่ง ที่มีอัตราแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะส่งไปยังที่ใด แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็จะไม่ต้องคิด รายละเอียดแยกเป็นส่วนๆ เหมือนระวางสินค้าทางเรือ

 

3.กฎหมายการนําเข้าหรือส่งออกสินค้าที่ควรรู้สิ่งที่ควรจะศึกษาก่อนทําการนําเข้าหรือส่งออกสินค้านั้นก็คือ รายการสินค้าที่มีข้อกําหนดพิเศษสําหรับการส่งออก คือ มีสินค้าห้ามส่งออก 1 รายการคือทรายธรรมชาติที่มีซิลิกา ออกไซด์เกินกว่าร้อยละ 75 สินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออก 14 รายการ คือ นําตาลทราย ถ่านหิน เทวรูปและพระพุทธรูปแร่ ที่มีทรายเป็นส่วนประกอบ หอยมุกและผลิตภัณฑ์ กุ้งกุลาดํามี ชีวิต ช้าง ถ่านไม้ ไม้และไม้แปรรูป กากถั่ว กาแฟ ผลิตภัณฑ์ มันสําปะหลัง ข้าวส่งออกภายใต้โควตาภาษีของสหภาพยุโรป และข้าว สินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก 8 รายการ คือ ผักและผลไม้ ดอกกล้วยไม้สด ลําไยสด ทุเรียนสด กุ้ง ปลาหมึกและผลิตภัณฑ์ ปลาทูน่าบรรจุกระป๋อง สับปะรด กระป๋อง ปลาทะเลสวยงามที่มีชีวิต ซึ่งหากคุณมีสินค้าที่อยู่ใน กลุ่มเหล่านี้ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าสามารถจะส่งออกได้หรือไม่ หรือจะส่งออกต้องมีเงื่อนไขใดๆ เพิ่มเติมสําหรับรายละเอียดต่างๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก www.dft.go.th 4.ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการส่งออกสินค้า อีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาและควรคํานึงถึงก็คือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในประเด็นต่างๆ อย่างเช่นผู้ส่งออกของไทยนั้น ยังขาดความเป็นมืออาชีพ จึงมักจะเสียเปรียบคู่แข่งอย่าง เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียหรือ ไต้หวัน ปัญหาค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ทําให้ราคาสินค้าก็ปรับตัวสูงขึ้นสินค้าไทยจึงเสียเปรียบ ประเทศอื่น ปัญหาราคาสินค้า ระดับล่างที่สูงกว่าประเทศอื่นอย่าง จีน เวียดนาม เนื่องจากผลจาก อัตราภาษีทําให้ต้นทุนการผลิต สินค้าของไทยมีมูลค่าสูง ปัญหา การลักลอบค้าขาย ทําให้สินค้าที่ลักลอบนําเข้าไปตามชายแดนมีราคาถูกเมื่อสินค้าชนิดเดียวกันถูก ส่งออกไปจึงไม่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อเนื่องจากราคาสูงกว่า สินค้าที่ลักลอบนําเข้าไป ปัญหาการปลอมแปลงสินค้าจาก ประเทศอื่นอย่างเช่ น จีน ที่ลอกเลียนแบบสินค้าที่มียอด จําหน่ายดีจากไทย แต่จําหน่ายในราคาถูกกว่า เป็นต้น ปัญหา ในด้านอื่นๆก็สามารถพบได้อย่างเช่นขันตอนต่างๆในการยื่นขออนุญาตมีความยุ่งยากซับซ้อนและต้องผ่านกระบวนการหลาย หน่วยงานจึงจะสามารถส่งออกได้ ปัญหาเรื่องค่าขนส่งซึ่งถือ ว่ามีมูลค่าที่สูง ปัญหาความเสียหายจากการขนส่งสินค้าแม้ว่า จะมีมาตรการชดเชย แต่ก็ทําให้เสียเวลารวมไปถึงลูกค้าอาจเสียความเชื่อมั่นได้ ประเด็นต่างๆ ดังกล่าวจึงต้องมีการพิจารณากันให้ดี ก่อนการส่งออกสินค้า และควรมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าทั้ง ในเรื่องการจัดทําเอกสารต่างๆ กลุ่มลูกค้า การตกลงใช้บริการระวางสินค้า จนทุกอย่างเรียบร้อยดีทุกขั้นตอนแล้วจึงเริ่ม ดําเนินการได้เพื่อลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้น้อยที่สุด