“ป.เกรียบกุ้ง” สแน็คลูกหม้ออีสาน สูตรเสิร์ชเน็ต สยายปีก AEC
10 ม.ค. 2561

สำหรับชาวอุบลราชธานี  และจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสาน คงคุ้นเคยกับขนมข้าวเกรียบทอด แบรนด์ “ป.เกรียบกุ้ง” เป็นอย่างดี จากรสชาติโดดเด่นใช้วัตถุดิบสดใหม่ ประกอบกับทำตลาดอย่าง “เข้าอก เข้าใจ” ร้านค้าตัวแทนและผู้บริโภคท้องถิ่น ช่วยให้สินค้าแจ้งเกิด ตามด้วยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้ธุรกิจเติบโต และเข้าไปปักธงในประเทศเพื่อนบ้านสำเร็จ 

เจ้าของธุรกิจดังกล่าว คือ “พิริยศาสตร์ ตระการจันทร์” หรือ “กอล์ฟ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป.เกรียบกุ้ง อุตสาหกรรมอาหาร จำกัด หนุ่มวัย 38 ปี ลูกหม้อเมืองอุบลฯแท้ๆ  อดีตเคยทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ผ่านประสบการณ์ทำงานมาอย่างโชกโชน ทั้งวงการยา เปิดร้านขายเสื้อผ้า ขายของออนไลน์ รวมถึง เคยไปทำงานล้างจานในร้านอาหารไทยในต่างแดนมาแล้ว 

“เมื่อก่อนผมก็เป็นเหมือนมนุษย์เงินเดือนอีกจำนวนมาก ที่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง พยายามหาช่องทางสร้างธุรกิจ  โดยศึกษาหาข้อมูลด้านต่างๆ  เพื่อแสวงหาโอกาส จนมาสะดุดกับมูลค่าการตลาดของ “ขนมขบเคี้ยว” หรือ “สแน็ค” (Snacks) ของเมืองไทย ที่มีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท ผมคิดว่าขอแชร์ส่วนแบ่งตลาดมาได้บ้างเพียงเศษเสี้ยว ก็สามารถมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว” พิริยศาสตร์ เกริ่นนำถึงแนวคิดเบื้องต้น

หลังได้กรอบความคิดเบื้องต้น  เขาพิจารณาเลือกสินค้าที่เหมาะสม ลงตัวจะทำ “ข้าวเกรียบ” เพราะเป็นขนมต้นทุนต่ำ ขั้นตอนทำไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายจิ๋วหน้าใหม่จะลงมือทำได้เอง  โดยสูตรและวิธีทำต่างๆ ล้วนศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองจาก “อินเตอร์เน็ต” ลองผิดลองถูก ควบคู่กับทดสอบตลาดจริง ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายลองชิม จนได้สูตรที่เชื่อว่าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด  

 

กอล์ฟ เล่าต่อว่า เลือกจะกลับมาทำธุรกิจที่บ้านเกิด เพราะมองโอกาสแจ้งเกิดธุรกิจในตลาดภาคอีสานง่ายกว่าในเมืองหลวง รวมถึง มีโอกาสจะขยายไปประเทศตลาดเพื่อนบ้านได้ด้วย เพราะ จ.อุบลฯ  อยู่ติดกับ สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งพื้นฐานชื่นชอบสินค้า Made in Thailand อยู่แล้ว และที่สำคัญ อยากจะกลับมาพัฒนาสร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่ชุมชนบ้านเกิดด้วย

 

“ผมเริ่มนำข้าวเกรียบออกขาย ประมาณ พ.ศ.2553 ใช้เงินทุนเบื้องต้นแค่ไม่กี่พันบาท ทำในนามบุคคลธรรมดา เปิดร้านเล็กๆ ชื่อ “พิริยศาสตร์” มีทีมงานแค่ตัวผมกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งเท่านั้น ทำกันเองในครัวเรือน จากนั้น ขนใส่รถวิ่งตะลอนเสนอขายตามร้านโชวห่วยในอุบลฯ และใกล้เคียง ซึ่งเวลานั้น ร้านค้าเห็นถึงความตั้งใจจริง และถูกใจบริการที่ดีของเรา  ช่วยสั่งสินค้าไปทดลองขาย และเมื่อลูกค้ามาซื้อกิน สัมผัสได้ถึงคุณภาพดี สะอาด ทำสดใหม่วันต่อวัน และขายราคาย่อมเยา จึงกลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อ ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นตามลำดับ” เจ้าของธุรกิจหนุ่ม เล่าถึงบันไดแจ้งเกิด  

 

สแน็ค แบรนด์ “ป.เกรียบกุ้ง” ค่อยๆ เติบโต  โดยอาศัยกลยุทธ์ทำตลาดรอบด้าน  ทั้งร่วมโครงการส่งเสริมของหน่วยงานราชการต่างๆ พาไปแนะนำสินค้า อีกทั้ง นำสินค้าไปร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม และหมั่นออกงานแสดงสินค้าทั้งขนาดเล็ก และใหญ่ เพื่อโปรโมทให้ลูกค้าได้ทดลองรสชาติมากที่สุด  ขณะเดียวกัน พัฒนาปรับปรุงสินค้าต่อเนื่อง ทั้งการสั่งซื้อเครื่องจักรทันสมัยเสริมกำลังผลิต  สร้างโรงงานผลิตได้มาตรฐาน เพิ่มเติมสินค้าใหม่ เช่น  หนังปลาทอดกรอบ ข้าวเกรียบหลอด สาหร่ายม้วนปรุงรส และข้าวเกรียบดักแด้ ฯลฯ รวมถึงปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เหล่านี้ มีส่วนช่วยขยายฐานลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบัน สินค้า“ป.เกรียบกุ้ง”  มีช่องทางขายหลัก คือ  ร้านตัวแทนในภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สุรินทร์ หนองคาย ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร มุกดาหาร และยโสธร เป็นต้น  กว่า 8,000 ร้านค้า  อีกทั้ง เข้าขายในห้างโมเดิร์นเทรด  และเร็วๆ นี้ กำลังส่งเข้าร้านสะดวกซื้อเจ้าดังที่มีสาขาทั่วประเทศ  นอกจากนั้น ยังออกขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ  รวมถึง สามารถส่งไปประเทศเพื่อนบ้านผ่านตลาดค้าชายแดน สปป.ลาว กับกัมพูชา ซึ่งในอนาคตกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ,ลาว , เมียนมาร์ และเวียดนาม) จะเป็นเป้าหมายหลักในการปูพรหมขยายตลาดส่งออก

 

ทั้งนี้ ด้วยเจตนาอยากจะสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนบ้านเกิด พิริยศาสตร์แตกไลน์สินค้าอื่นๆ โดยนำวัตถุดิบทางการเกษตรในท้องถิ่นที่กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำมาใส่นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ นำข้าวปลายหัก ,ข้าวกล้อง ,รัมเรซิล ,ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และเมล็ดถั่ว  ผ่านกระบวนการแปรรูปที่ไม่ใช้การทอด ทำเป็นสแน็คเพื่อสุขภาพ แบรนด์ “แจมโบ้” (JamBo)  และล่าสุด นำยางพาราทำหมอนเพื่อสุขภาพ ลวดลายแฟนตาซี ในแบรนด์ “พาราโต้” (PARATO)  

 

“แนวคิดในการแตกไลน์สินค้าของผม จะดูว่าในชุมชนมีปัญหาใดบ้าง และผมจะช่วยอย่างไรได้บ้าง  ซึ่งจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  อย่างยางพาราที่ชาวอีสานนิยมปลูกกันมาก เคยราคาดีถึงกิโลกรัมละ 180 บาท กลับตกมาเหลือ 30 กว่าบาท ผมเลยคิดนำวัตถุดิบนี้มาเพิ่มค่า ใส่นวัตกรรมเข้าไป ทำออกมาเป็นหมอนรูปทรงต่างๆ และอบแห้งด้วยโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีจุดเด่นประหยัดค่าพลังงาน สีของหมอนยางพาราจะขาวสะอาด และไม่มีกลิ่นยางพาราเหลือค้างอยู่แล้ว  หลังทำออกตลาดได้เพียง 1 ปี ตอนนี้ กลายเป็นสินค้าขายดีมาก ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามีรายได้เพิ่มจากการหันมาทำหมอนยางพาราแทน” นักธุรกิจหนุ่ม เผยถึงการต่อยอดสร้างธุรกิจ 

ในฐานะนักธุรกิจหนุ่ม  เขาสะท้อนถึงหนึ่งในปัญหาสำคัญช่วงเริ่มต้น ซึ่งผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนมากมักประสบคล้ายกัน คือหลังจากสินค้าออกสู่ตลาดและเริ่มจะมีออเดอร์เข้ามามากแล้ว จำเป็นต้องขยายกำลังผลิต ทว่า ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่รายเล็ก และไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ ไปค้ำประกันสินเชื่อ ทำให้หลายธุรกิจที่มีศักยภาพ ต้องพลาดโอกาสจะเติบโตในอนาคตไปอย่างน่าเสียดาย  อย่างไรก็ตาม สำหรับ “ป.เกรียบกุ้ง”  ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME Development Bank) สถาบันการเงินของภาครัฐที่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากศักยภาพ  ทำให้ได้รับเงินทุนก้อนแรก จำนวน 2 แสนบาท สามารถนำไปขยายกำลังผลิตได้ จนเติบโตมาถึงปัจจุบัน 

 

ระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี สามารถแจ้งเกิดและผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ สร้างยอดขายเกือบ 8 หลักต่อเดือน  แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยว 65% และสินค้ากลุ่มหมอนสุขภาพ 35%   

 

พิริยศาสตร์ กล่าวในช่วงท้ายว่า หัวใจสำคัญที่พาธุรกิจมาถึงวันนี้ได้ เกิดจากความมุ่งมั่นหาความรู้ เพื่อพัฒนาธุรกิจและสินค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พยายามจะเชื่อมโยงชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกๆ มิติ เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกัน  ซึ่งเชื่อว่า นี่เป็นแนวทางยั่งยืนอย่างแท้จริง